ปิดฉากรัก 13 ปี "ดาด้า วรินดา" เปิดใจเลิกสามีนักบิน หลังอดทนมานาน 9 ปี ต้องอุ้มลูกออกจากบ้าน

คอมเมนต์:

ปิดฉากรัก 13 ปี "ดาด้า วรินดา" เปิดใจก่อนเลิกสามีนักบิน หลังอดทนมานาน 9 ปี ต้องอุ้มลูกออกจากบ้าน!

หมายเหตุ : สามารถรับชมคลิปเพิ่มเติมได้ที่ด้านล่างบทความค่ะ

        ใครที่ได้รู้จักกับ "ดาด้า วรินดา" ต่างก็ต้องบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเธอเป็นดีเจสาวอารมณ์ดีที่มักจะมาพร้อมเสียงหัวเราะอยู่ตลอด แต่เมื่อช่วงที่ผ่านมาทำหลายคนตกใจหนัก เพราะ ดาด้า ได้ออกมาเผยว่า ตนเองนั้นแยกทางกับสามีที่อยู่ด้วยกันมากว่า 9 ปี 

        โดยก่อนหน้า ดาด้า ไม่เคยเปิดปากเล่าเรื่องนี้ให้ใครได้รู้เลย นอกจากเพื่อนสนิทอย่าง ดีเจอ๋อง และล่าสุดในรายการ คลับฟรายเดย์ ทาง GMM25 ที่มี พี่อ้อย พี่ฉอด และดีเจอั๋น ภูวนาท เป็นพิธีกร ก็ได้ล้วงลึกหัวใจของ ดีเจดาด้า ซึ่งเธอก็เล่าให้ฟังด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับหัวเราะอย่างมีความสุข

 

Sponsored Ad

 

        ดีเจดาด้า เล่าว่า สามีที่แต่งงานด้วย คือแฟนคนแรก คบกัน 4 ปีถึงแต่งงานกัน ระหว่างที่เป็นแฟนก็ผ่านไปได้ด้วยดี ไม่เคยมีปัญหา อาจจะเป็นเพราะว่าตอนเป็นแฟนกับแต่งงานมันต่างกันด้วย และที่บ้านตนเองพ่อแม่จะหัวโบราณมาก ไม่ให้อยู่ด้วยกันก่อน ถ้าจะอยู่ด้วยกันต้องแต่งงานกัน

        เพราะฉะนั้นเราจะไม่ได้เห็นนิสัยแท้ๆ แบบ 24 ชม. ช่วงที่คบกันเป็นแฟนก็มีเรื่องมือที่สามเข้ามา เราจับได้ว่าเค้าคุยกับผู้หญิงคนอื่น แต่คุยกันแค่ไม่นาน พอเราจับได้ก็ให้อภัย และจากนั้นก็ไม่มีอีก จนกระทั่งแต่งงานกัน เพราะมองว่าแค่ครั้งแรกมันผิดพลาดกันได้

 

Sponsored Ad

 

        ช่วงที่แต่งงานกันแรกๆ เราไม่เคยอยู่ด้วยกันก่อน ต้องปรับตัวเยอะมาก ที่แต่งงานกันก็เพราะว่า เรามองว่าคบกันมา 4 ปีแล้วควรแต่งงานได้แล้ว และตัวเราเองก็เป็นคนที่วางแผนการใช้ชีวิตตลอดเวลา เลยตกลงแต่งงานกัน พอหลังจากแต่งงานกันไป ทะเลาะกันทุกวัน มันจะเป็นเรื่องที่เค้าคาดหวัง และเราไม่ได้เป็นแบบที่เค้าคาดหวังเลยทำให้ทะเลาะกัน 

 

Sponsored Ad

 

        ถามว่าเคยปรับกันมั้ย เคย เค้าบอกว่าไม่แฮปปี้กับการใช้ชีวิตแบบนี้ ไม่มีเวลาอยู่ด้วยกัน เราก็ลองปรับ แต่บางทีก็ทำไม่ได้ เรื่องละเอียดอ่อนบางเรื่องเราก็ทำให้ไม่ได้ เช่น การจัดกระเป๋าให้เค้า เราก็ลองทำ ลืมนั่นลืมนี่ มันเลยกลายเป็นความคาดหวังที่ไม่ตรงกัน 

        เวลาที่ทะเลาะกันเค้าเป็นคนที่โมโหง่ายและหายเร็ว ส่วนเราเป็นคนที่ไม่โมโหอะไรเลย เราก็จะนิ่งๆ ปล่อยให้เค้าโมโหไป พออารมณ์เย็นก็ค่อยกลับมาคุยกัน แต่เรื่องที่เป็นปัญหาเราไม่เคยสะสางเลย ไม่เคยแก้เลย

        พอผ่านมา 5 ปีถึงมีลูก เพราะเรามองว่าควรมีลูกได้แล้ว และเค้าก็อยากมีลูก แต่พอมีลูกขึ้นมา เราทะเลาะกันหนักกว่าเดิม เรามองคนเดียวว่า ทำไมเราต้องเสียสละเยอะกว่าอีกฝ่ายหนึ่งด้วย และช่วงนั้นเราเป็นซึมเศร้าหลังคลอด แต่สามีเดินลงจากบ้านมาไม่ทักเรา เราก็น้ำตาซึมแล้ว และช่วงนั้นเค้ากลับบ้านดึก เราก็รู้สึกว่าทำไมต้องเลี้ยงลูกอยู่คนเดียว ก็ทำให้ทะเลาะเราเรื่องไม่มีเวลาให้กัน

 

Sponsored Ad

 

        ถามว่าหลังแต่งงานมีมือที่สามมั้ย มันก็มียิบย่อยแต่อันนี้เราไม่นับ ไม่เก็บมาเครียด คือเค้าเป็นคนที่ถ้าจับได้เค้าจะเลิก เลิกเสร็จก็ดีสักพักหนึ่ง หลังจากนั้นก็เอาใหม่อีกแล้ว และเราก็จะใจกว้างมากบอกให้เค้าไปเที่ยวอาบอบนวดได้

        หลังๆ พอเรามีลูกเราก็ทุ่มกับลูก ไม่ได้สนใจสามีเลย หลังๆ คู่ที่แต่งงานแล้วความเกรงใจมันไม่ค่อยมีเลย หลังๆ เวลาที่ทะเลาะกันจากเลเวล 5 แต่พอทำเรื่องเดิม ทะเลาะเรื่องเดิมความปรี๊ดมันจะพุ่งไปเลเวล 8-10 เลยรู้สึกว่ามันไม่เหมือนเดิม และตนเองเป็นคนที่ไม่ชอบการทะเลาะเสียงดัง เวลาเค้าทะเลาะเสียงดัง เราจะเงียบ เราไม่ชอบการโวยวาย เวลาที่เราโกรธเราจะเงียบ ซึ่งเค้าจะรู้ แต่ถ้าเค้าโกรธเค้าจะเสียงดัง อารมณ์ปรี๊ดพุ่งออกมา เหมือนเค้าไม่เกรงใจเราเลย

 

Sponsored Ad

 

        พอวันหนึ่งการที่เราอดทนมันก็เป็นคำถามขึ้นมาว่า เราจะทนแบบนี้เหรอ เพราะเวลาทะเลาะกันเค้าจะเสียงดัง ทำลายข้าวของ แต่ไม่เคยทำร้ายเรานะ เลยทำให้เริ่มคิดว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป เราออกมาดีกว่ามั้ย คือเราผ่านเรื่องแบบนี้มานานแล้วด้วย อดทนมานาน แต่เราก็คิดว่าจะดีเหรอ หรือยังไงดี 

        จนวันนั้นตัดสินใจก้าวออกมา เป็นวันที่เราทะเลาะเสียงดังมาก เลยตัดสินใจไม่ทนแล้ว ก็อุ้มลูกออกมา และเค้าก็พูดตะโกนตามหลังว่า ถ้าออกไปแล้วก็ไม่ต้องกลับมา เราก็บอกว่า ไม่กลับ และเราก็อุ้มลูกออกมาเลย ฟางเส้นสุดท้ายที่ตัดสินใจคือ เราจะไม่ทะเลาะกันต่อหน้าลูก แต่วันนั้นเราทะเลาะกันต่อหน้าลูกด้วย เราทนไม่ได้ เพราะลูกเกาะแล้วนั่งมองพ่อแม่ทำอะไรกัน

 

Sponsored Ad

 

        แต่พอหลังจากออกมาจากบ้าน เราก็ไม่ติดต่อกันมาเกือบปี ติดต่อกันผ่านคุณปู่คุณย่า ซึ่งเรื่องนี้เราไม่เคยเล่าให้ฟังเลย แต่ อ๋อง รู้คนเดียว ร้องไห้ไม่ค่อยหนัก พอร้องไห้ไปสักพักก็หัวเราะแล้ว และก่อนที่เราจะอุ้มลูกออกจากบ้าน 2 อาทิตย์ก่อนหน้านั้น คุณพ่อเราก็เพิ่งเสียด้วย ชีวิตมันประเดประดังเข้ามาเยอะมาก  ตอนที่ไม่ได้ติดต่อกับอดีตสามีปีกว่า ลูกก็ไม่ถามหาพ่อ เพราะปกติเราจะเป็นคนเลี้ยงอยู่แล้ว พ่อเค้าจะไปบินตลอด เค้าเลยจะเข้าใจว่าพ่อไปบิน 

        ด้วยความที่เป็นคนไม่ค่อยเศร้า ไม่ค่อยร้องไห้ เลยทำให้คนรอบข้างไม่รู้เลยว่าเราเลิกกับสามี จนคนตกใจว่าทำไมชีวิตประจำวันเราปกติ ร่าเริง ดูไม่เศร้าเลย คือเป็นคนจัดการกับอารมณ์ตัวเองได้ เลยไม่เคยเอาอารมณ์ส่วนตัวมาปนกับที่ทำงาน และไม่เคยเอาเรื่องที่ทำงานมาปนกับที่บ้านเลย และเราไม่เคยเหนื่อยเลยนะกับอารมณ์แบบนี้ เพราะรู้สึกเราทำได้  แต่ยอมรับว่า ช่วงที่เดินออกมา 2-3 สัปดาห์แรก มันรู้สึกโหวงเล็กๆ ว่าเราจะทำได้มั้ย และไม่กล้าบอกใครเพราะสภาพอารมณ์เรายังไม่พร้อมว่าสถานะเราเปลี่ยนไป คนที่รู้ก็มีแค่คุณแม่ กับดีเจอ๋อง 

Sponsored Ad

        พอวันหนึ่งเรามั่นใจแล้วว่าจะไม่กลับไปแน่นอน และเป็นเพื่อนกันได้สักพักหนึ่ง เราก็โทรไปหาอดีตสามีว่า ไปเซ็นใบหย่าให้เรียบร้อยดีกว่า ก็นัดกัน บรรยากาศของวันที่เซ็นใบหย่าไม่ได้มึนตึงอะไรเลยนะ ก็คุยเล่นกัน ไม่ได้รู้สึกอะไรเลย คือเราเป็นคนไม่ดราม่ากับชีวิต 

        ส่วนลูก น้องดีน ด้วยความที่เราแยกกันอยู่กับอดีตสามีตั้งแต่เค้าอายุ 3 ขวบ เค้าก็จะเข้าใจว่า แม่อยู่บ้านนี้ พ่ออยู่อีกบ้าน ซึ่งตอนนี้เค้าก็ยังคิดอย่างนั้น ประกอบกับว่าตอนนี้อดีตสามีเค้าก็ไปมีครอบครัวใหม่แล้ว เค้าก็แค่ถามว่า พ่อเป็นแฟนกับใคร เราก็จะบอกไป เค้าก็ถามว่า แล้วแม่เป็นแฟนกับใคร เราก็บอกว่าเป็นแฟนกับ อาอ๋อง (หัวเราะ)

        ถามว่ากลัวการมีความรักอีกครั้งมั้ย ไม่ได้กลัวแต่เราไม่ได้โฟกัสมาก ด้วยความที่เรามีลูกด้วย และชีวิตเราก็ทำงานด้วย สำหรับหนุ่มเกาหลี เค้าเข้ามาโดยที่เราไม่ได้คาดหวังอะไรเลย มันเริ่มจากการที่เราเป็นเพื่อนกันก่อน และเค้าอายุน้อยกว่าเรา 7 ปี เจอกันครั้งแรกเค้ามาประชุมที่เมืองไทย เพื่อนแนะนำ แรกๆ ก็ไม่ได้ปิ๊ง แล้วเพื่อนเค้าก็ถามว่า เราโสดมั้ย ตอนนั้นเราก็บอกตอนนี้โสดเลิกกับแฟนมาจะปีแล้ว ตอนแรกเราจะคุยกันเรื่องงาน 

        แต่พอตอนหลังเค้ารู้ว่าเราโสด เค้าก็จะเริ่มถามนั่นนี่ ด้วยวความที่คู่รักเป็นรักทางไกล มันดีอย่างหนึ่งคือเราได้มีเวลาให้กับลูก เราไม่ต้องไปเจอแฟนทุกวัน วันที่ตกลงเป็นแฟนกันเราก็ตกลงกันว่าไม่ใช่แค่คุยอย่างเดียว ด้าก็จะไปที่เกาหลีเดือนละครั้ง เค้าก็จะมาเมืองไทยเดือนละครั้ง เราก็จะได้เจอกันทุกเดือน ไม่ได้มีปัญหาอะไร ส่วนแฟนเรากับลูกชายเข้ากันได้ดี เล่นกันได้ เค้าก็ซื้อของเล่นมาฝากลูกเรา เพราะเราพูดเลยว่า ถ้าคบเราต้องเข้ากับลูกเราได้ดีด้วยนะ แต่ทุกวันนี้ น้องดีน ยังเข้าใจว่า เจสันคือเพื่อนคุณแม่อยู่เลย 

        เมื่อ พี่ฉอด บอกว่า ได่ข่าวว่ามีขอกันแต่งงานแล้ว ดาด้า บอกว่า มีคุยกัน เค้าคงไม่เคยเจอผู้หญิงอะไรแบบนี้เนอะ ของแปลก ก็คือคุยกัน เราคุยกันได้มาประมาณปีกว่าแล้ว เราก็คุยกันถ้าแต่งงานแล้วจะอยู่ไหน เราก็บอกว่าเราไม่ไปอยู่เกาหลีแน่นอน เค้าก็รู้เพราะงานเราอยู่ตรงนี้ ตอนนี้เค้าก็เริ่มแพลนแล้วว่า ถ้ามาอยู่เมืองไทย ต้องทำธุรกิจอะไรดี 

        คือตอนนี้เวลาเรามีปัญหากัน เราก็จะมานั่งคุยกันแล้วว่า ไม่ชอบตรงไหน ซึ่งในชีวิตเราไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อน คือตอนนี้เราว่าชีวิตมันลงตัวขึ้นทุกวัน คือเราไม่ต้องมาอยู่กับเค้าทุกวัน แต่เวลาเค้ามา เค้าก็จะถามแล้วว่าเราว่างช่วงไหน เลยทำให้เรามีเวลาให้กันมากขึ้นมาจริงๆ อีกอย่างเค้าเป็นคนไม่เจ้าชู้ด้วยเลยทำให้เราไม่ค่อยหึงกัน 

ชมคลิป...

คลิปเปิดไม่ออก >>>>> กดตรงนี้ คลิ๊ก !!!! <<<<<

ข้อมูลและภาพจาก thairath, ClubFridaySHOW

บทความที่คุณอาจสนใจ